บริการชิปปิ้งที่เชื่อถือได้ในประเทศไทย
ชิปปิ้ง คืออะไร: ชิปปิ้งคือบริการจัดการโลจิสติกส์ระหว่างประเทศที่รวมการขนส่ง การติดตามสถานะ การดำเนินพิธีการศุลกากร และการประสานงานระหว่างผู้ส่ง ผู้รับ และผู้ให้บริการด้านคลังสินค้า ตั้งแต่การจัดหาโรงงาน การตรวจรับตัวอย่าง (Sample) ไปจนถึงการส่งมอบปลายทาง เพื่อช่วยลดต้นทุน Total Landed Cost และความเสี่ยงทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการ
ชิปปิ้ง คืออะไร และทำไมผู้ประกอบการยุคใหม่จึงเลือกใช้บริการโลจิสติกส์ครบวงจร เพื่อบริหารต้นทุนและความเสี่ยงในการนำเข้าสินค้า (วิเคราะห์เชิงลึก)
ชิปปิ้งในบริบทของธุรกิจนำเข้าเป็นมากกว่าการขนส่งสินค้าอย่างเดียว มันหมายรวมถึงการออกแบบกระบวนการ (Process Design) เพื่อควบคุมค่าใช้จ่ายตลอดเส้นทางการจัดซื้อ จัดส่ง และการคลังสินค้า ตัวอย่างเช่นการเลือกใช้ FCL หรือ LCL การกำหนด MOQ ร่วมกับผู้ผลิตเพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนการขนส่ง และการประเมิน Lead time เพื่อให้สอดคล้องกับแผนผลิตและการขายขององค์กร ผู้ประกอบการยุคใหม่มองหาผู้ให้บริการที่สามารถให้ข้อมูลเชิงวิเคราะห์ เช่น Total Landed Cost, Risk Matrix, และแผนสำรอง (contingency plan) แทนการให้บริการแบบ transactional เพียงอย่างเดียว
ในมุมกลยุทธ์ เหตุผลที่องค์กรเลือกชิปปิ้งแบบครบวงจรยังเกี่ยวข้องกับการสร้างแบรนด์และภาพลักษณ์ทางธุรกิจ (Branding) ด้วยบริการที่สม่ำเสมอและมีมาตรฐาน สามารถลดเหตุการณ์ที่กระทบต่อความน่าเชื่อถือของแบรนด์ เช่น สินค้าถึงช้า สินค้ามีข้อบกพร่อง หรือปัญหาในการเคลียร์ศุลกากร การเลือกผู้ให้บริการที่มีมาตรฐาน QC/AQL และกระบวนการตรวจรับ (Incoming QC) ทำให้แบรนด์สามารถสื่อสารกับลูกค้าได้ชัดเจน ทั้งในเชิง CSR และการมีส่วนร่วมกับชุมชน (Community Engagement) ผ่านการเลือกซัพพลายเชนที่รับผิดชอบ
เชิงบริหารทรัพยากรมนุษย์ (Employer Branding) การใช้บริการชิปปิ้งครบวงจรยังช่วยลดภาระงานภายในองค์กร ทำให้ทีมสามารถโฟกัสที่การพัฒนาผลิตภัณฑ์และการตลาดมากขึ้น แทนที่จะต้องสรรหาผู้เชี่ยวชาญด้านพิธีการศุลกากรหรือการบริหารคลังสินค้าเอง นอกจากนี้ ผู้ให้บริการที่มีทีมที่ปรึกษาด้านโลจิสติกส์สามารถให้คำแนะนำเรื่อง Tooling, Packaging design, Pantone specification สำหรับบรรจุภัณฑ์ และการจัดการเอกสารเช่น HS Code หรือการขอ Form E/Form D ซึ่งทั้งหมดส่งผลต่อการบริหารต้นทุนและการลดความเสี่ยงทางธุรกิจ
สร้างเนื้อหาสำหรับเว็บไซต์บริษัทโลจิสติกส์จีน–ไทย ในหัวข้อ: “เปรียบเทียบรูปแบบการนำเข้าสินค้าจากจีน และองค์ประกอบสำคัญที่ผู้ประกอบการควรรู้ก่อนเลือกใช้บริการขนส่งและพิธีการศุลกากร”
การนำเข้าสินค้าจากจีนเป็นกระบวนการที่มีรูปแบบหลากหลาย ซึ่งแต่ละรูปแบบมีผลกระทบต่อ Total Landed Cost, Lead time, และความเสี่ยงเชิงปฏิบัติการ (operational risk) ผู้ประกอบการควรพิจารณาปัจจัยหลัก ได้แก่ ปริมาณการสั่งซื้อ (Order Quantity/MOQ), ความไวของเวลา (Lead time), ความซับซ้อนของสินค้า (เช่น สินค้าที่ต้องการการชุบ Plating หรือวัสดุที่ต้องการการทดสอบ), ข้อกำหนดทางกฎหมาย (เช่น ใบอนุญาตพิเศษ/ใบรับรองมาตรฐาน) และระดับการควบคุมคุณภาพที่ต้องการ (QC/AQL) เพื่อเลือกวิธีที่เหมาะสม
สำหรับผู้ประกอบการขนาดเล็กถึงกลาง (SME) ที่มีงบประมาณจำกัด การเลือกบริการชิปปิ้งที่เสนอทางเลือกนำเข้าร่วม (Consolidation/LCL) หรือการแชร์ตู้ (เหมาคิว/เหมมากิโล) ช่วยลดต้นทุนต่อหน่วย แต่จะเพิ่มความซับซ้อนด้านการติดตามและความเสี่ยงเรื่องความเสียหายหรือการปนเปื้อนสินค้า ในทางกลับกัน การเช่าเต็มตู้ (FCL) ให้ความคุ้มค่าเมื่อปริมาณถึงจุดคุ้มทุนและลดความเสี่ยงการปนเปื้อน แต่ต้องเผชิญต้นทุนคงที่ที่สูงกว่า
องค์ประกอบสำคัญที่ต้องประเมินก่อนตัดสินใจรวมถึงการเลือก HS Code ที่ถูกต้องเพื่อลดปัญหาการเคลียร์ศุลกากร การสอบถามเรื่องสิทธิประโยชน์ทางภาษี เช่นข้อได้เปรียบผ่าน Form E/Form D และการวางแผนเรื่องการประกันภัยสินค้า (Cargo Insurance) นอกจากนี้ การประเมินซัพพลายเชนให้สอดคล้องกับภาพลักษณ์องค์กรเป็นสิ่งสำคัญ การเลือกผู้ให้บริการที่มีระบบติดตามสถานะแบบ Real-time และมีคลังสินค้าทั้งในจีนและไทย จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นแก่ลูกค้าและพันธมิตรทางธุรกิจ การมีมาตรฐานการดำเนินงานที่ชัดเจน เช่นการจัดทำ Vector file สำหรับงานพิมพ์หรือสติกเกอร์ การระบุ Pantone และการยืนยัน Tooling ก่อนผลิตจริง จะช่วยลดความเสี่ยงการเปลี่ยนสเปกกลางกระบวนการ
สร้างเนื้อหาสำหรับเว็บไซต์บริษัทโลจิสติกส์จีน–ไทย ในหัวข้อ: “เปรียบเทียบรูปแบบการนำเข้าสินค้าจากจีน (FCL, LCL, Air Freight, Cross-Border) และองค์ประกอบสำคัญที่ผู้ประกอบการควรรู้ก่อนเลือกใช้บริการขนส่งและพิธีการศุลกากร”
การเลือกวิธีขนส่งเมื่อนำเข้าสินค้าจากจีนต้องพิจารณาจากเป้าหมายด้านต้นทุน เวลา และความเสี่ยงของธุรกิจ รูปแบบหลักประกอบด้วย FCL (Full Container Load), LCL (Less than Container Load), Air Freight และ Cross-Border (ขนส่งทางบกข้ามพรมแดน) แต่ละรูปแบบส่งผลต่อ Total Landed Cost และเสถียรภาพของซัพพลายเชนที่แตกต่างกัน
FCL เหมาะกับการสั่งซื้อที่มีปริมาณมากพอที่จะทำให้ต้นทุนต่อหน่วยลดลง เมื่อเทียบกับ LCL ค่าใช้จ่ายต่อคอนเทนเนอร์มักมีความคงที่ แต่ต้นทุนขนส่งต่อหน่วยจะลดลงเมื่อเติมตู้ได้เต็ม การใช้ FCL ยังลดขั้นตอนเรื่องการแยกและรวมสินค้าจากผู้ส่งหลายราย ทำให้ความเสี่ยงจากความเสียหายหรือการสับเปลี่ยนสินค้าลดลง ในกรณีที่สินค้าต้องการการควบคุมพิเศษ เช่นการกันชื้น การล็อกตู้ หรือการใช้อุปกรณ์พิเศษ (Tooling หรือ Palletizing) การใช้ FCL จะให้ความคุ้มค่าทางด้านการจัดการ แต่ต้องเผชิญกับต้นทุนเริ่มต้นสูงและความต้องการพื้นที่คลังสินค้า
LCL เหมาะกับธุรกิจที่มีปริมาณไม่มากหรือยังไม่แน่ใจเรื่องการหมุนเวียนสต็อก การแชร์ตู้ช่วยลดการลงทุนในสต็อกและลด MOQ ที่ต้องรับผิดชอบ แต่จะเพิ่มความซับซ้อนในการติดตาม (tracking) และมีความเสี่ยงในการล่าช้าจากการรอรวมตู้ นอกจากนี้ ควรพิจารณาผลกระทบด้าน QC เนื่องจากการรวมสินค้าจากหลายผู้ขายอาจเพิ่มโอกาสการปะปนหรือความเสียหายระหว่างการขนส่ง การบริหารสัญญาประกันและเงื่อนไขความรับผิดชอบจึงต้องชัดเจน
Air Freight ให้ความได้เปรียบด้านเวลา (short Lead time) เหมาะกับสินค้าที่มีมูลค่าสูงหรือมีความต้องการเร่งด่วน แต่มีต้นทุนสูงต่อหน่วย ส่งผลให้ Total Landed Cost เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญหากใช้เป็นการขนส่งหลัก ควรใช้ในกรณีสินค้าที่มีมาร์จิ้นสูง หรือต้องการลดสต็อก Safety stock ในระบบ สำหรับสินค้าที่ติดตามได้ด้วยหมายเลขรายการและต้องการการสื่อสารสถานะทันที Air Freight ช่วยให้องค์กรรักษาภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือกับลูกค้าได้
Cross-Border (ขนส่งทางบกระหว่างประเทศ) เหมาะกับกรณีที่มีพรมแดนติดต่อและโครงสร้างพื้นฐานถนนรองรับ เช่นเส้นทางจีน–ลาว–ไทย หรือจีน–เวียดนาม–ไทย รูปแบบนี้สามารถให้ความยืดหยุ่นด้านความถี่การขนส่งและต้นทุนที่เฉลี่ยได้ดีเมื่อเทียบกับ Air Freight แต่มีข้อจำกัดเรื่องศุลกากรระหว่างพรมแดนและข้อกำหนดของประเทศที่ผ่าน การจัดการเอกสารเชิงซ้อน เช่น Transit documents, Carnet หรือใบขนส่งข้ามพรมแดน ต้องมีการวางแผนล่วงหน้าและพันธมิตรโลจิสติกส์ที่เชื่อถือได้
จากมุมมองขององค์กร การเลือกช่องทางขนส่งควรผสานกับกลยุทธ์ด้านภาพลักษณ์และการต่อเนื่องของซัพพลายเชน หากบริษัทต้องการรักษาความต่อเนื่องของการส่งมอบและภาพลักษณ์ที่น่าเชื่อถือ ควรมีการผสมผสาน (mix-mode) ระหว่าง FCL สำหรับการเติมสต็อกหลัก, Air Freight สำหรับสินค้าที่ต้องเติมฉุกเฉิน และ LCL สำหรับการทดลองตลาดหรือสินค้าตัวอย่าง การประเมิน Total Landed Cost ต้องรวมค่าใช้จ่ายทางตรง เช่น ระวาง (freight), ค่าพิธีการศุลกากร, ภาษีนำเข้า และค่าใช้จ่ายทางอ้อม เช่น ค่าคงคลัง (holding cost), ค่าขาดโอกาสจากสินค้าขาดสต็อก และความเสี่ยงด้านคุณภาพที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการขนส่ง
ในเชิงปฏิบัติ การวิเคราะห์ต้องคำนึงถึงตัวแปรต่อไปนี้: MOQ ของผู้ผลิต, Lead time การผลิตและขนส่ง, ค่าใช้จ่ายในการทำ Tooling หรือ Die Casting (สำหรับสินค้าที่ต้องการแม่พิมพ์), ค่าใช้จ่ายด้าน QC/AQL, เงื่อนไขการรับประกัน, และมาตรฐานการบรรจุที่สอดคล้องกับการเลือกโหมดขนส่ง การตัดสินใจเชิงธุรกิจที่ดีต้องได้รับข้อมูลจากการประเมินความเสี่ยงและการคำนวณต้นทุนเชิงละเอียด ซึ่งผู้ให้บริการโลจิสติกส์ครบวงจรที่มีระบบติดตามสถานะแบบ Real-time และคลังสินค้าในประเทศทั้งจีนและไทยจะสามารถให้ข้อมูลเชิงลึกและข้อเสนอที่เหมาะสมกับแต่ละองค์กร
| รูปแบบงาน | งบประมาณ | ความซับซ้อน | ความเหมาะสมกับองค์กร | ระยะเวลาวางแผน |
|---|---|---|---|---|
| FCL (Full Container Load) | สูงต่อคอนเทนเนอร์ แต่ต้นทุนต่อหน่วยต่ำเมื่อเต็มตู้ | ปานกลาง — ต้องการการจัดการตู้และคลังสินค้า | เหมาะกับผู้ประกอบการที่มีปริมาณสม่ำเสมอหรือโรงงานผลิตของพรีเมียม | กลาง — วางแผนล่วงหน้า 4–12 สัปดาห์ขึ้นอยู่กับเส้นทาง |
| LCL (Less than Container Load) | ต่ำต่อการสั่งซื้อครั้งเดียว แต่ต้นทุนต่อหน่วยสูงกว่าฟูลคอนเทนเนอร์ | สูง — มีการรวมและแยกพัสดุหลายราย | เหมาะกับ SME, การทดลองตลาด หรือสินค้าที่มี MOQ ต่ำ | สั้นถึงกลาง — ปกติวางแผน 2–8 สัปดาห์ |
| Air Freight | สูง — เหมาะกับสินค้ามูลค่าสูง/เร่งด่วน | ต่ำ — กระบวนการตรงและรวดเร็ว | เหมาะกับสินค้าด่วนหรือมีมูลค่าสูง | สั้น — 1–10 วัน ขึ้นกับขั้นตอนพิธีการ |
| Cross-Border (ขนส่งทางบก) | ปานกลาง — ขึ้นกับเส้นทางและค่าธรรมเนียมชายแดน | ปานกลางถึงสูง — ขึ้นกับการผ่านด่านและข้อกำหนดท้องถิ่น | เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการความถี่และความยืดหยุ่น | กลาง — 1–4 สัปดาห์ ขึ้นกับระยะทางและด่าน |
5 ข้อดีของการจ้างบริษัทรับผลิตของพรีเมียมครบวงจร แทนการจัดเอง
การจ้างบริษัทรับผลิตของพรีเมียมแบบครบวงจร ช่วยให้ธุรกิจมีกระบวนการที่เป็นระบบตั้งแต่การออกแบบจนถึงการส่งมอบ ข้อดีแรกคือการบริหารความเสี่ยงเชิงระบบตลอดกระบวนการนำเข้า ผู้ให้บริการมักมีการควบคุม QC/AQL, การตรวจรับตัวอย่าง (Sample Approval), และมาตรฐานการผลิตที่ชัดเจน ทำให้ลดความเสี่ยงการผลิตชิ้นงานที่ไม่ตรงสเปกหรือมีข้อบกพร่อง ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับสินค้าพรีเมียมที่ต้องใช้การชุบ Plating หรือการเลือกวัสดุเฉพาะ
ข้อดีที่สองคือความสามารถในการควบคุมต้นทุนรวมได้อย่างแม่นยำและโปร่งใส บริษัทผู้รับผลิตมักให้ข้อมูลต้นทุนแยกรายการ เช่น ค่า Tooling, ค่า Die Casting (ถ้ามี), ค่า Artwork preparation รวมถึงค่า Lead time ในการผลิตและการขนส่ง ทำให้ลูกค้าสามารถคำนวณ Total Landed Cost ได้แม่นยำและตัดสินใจเรื่องราคาจำหน่ายได้อย่างมีเหตุผล
ข้อดีที่สามคือการมีบริการแบบครบวงจรตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง พวกเขาสามารถจัดการเรื่องการสั่งซื้อวัสดุ การตรวจสอบ QC ก่อนส่งออก การดำเนินพิธีการศุลกากร และการติดตามสถานะการขนส่งแบบ Real-time ซึ่งลดความซับซ้อนในการประสานงานหลายหน่วยงานภายในองค์กร เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการความต่อเนื่องของซัพพลายเชน
ข้อดีที่สี่และห้าคือการเข้าถึงทีมผู้เชี่ยวชาญและการเสริมภาพลักษณ์องค์กร ทีมงานมืออาชีพช่วยออกแบบ Packaging ที่สอดคล้องกับภาพลักษณ์แบรนด์ และสามารถช่วยเรื่องการทำ Vector file, ระบุ Pantone หรือจัดการ Mockup ให้พร้อมผลิต ทำให้สินค้าดูเป็นมาตรฐานและเสริมสร้างความน่าเชื่อถือเมื่อสื่อสารกับลูกค้าและพันธมิตรทางธุรกิจ
Checklist: สิ่งที่องค์กรต้องเตรียมก่อนเริ่มนำเข้าสินค้าจากจีน
ก่อนเริ่มนำเข้าสินค้าจากจีน องค์กรควรกำหนดวัตถุประสงค์ของการนำเข้าอย่างชัดเจน เช่น เพื่อนำมาจำหน่ายในประเทศ เพื่อผลิตต่อหรือใช้ภายในองค์กร หรือเพื่อทดลองตลาด จุดประสงค์นี้จะเป็นตัวชี้นำในการเลือกผู้ผลิต รูปแบบการขนส่ง และระดับการทดสอบคุณภาพที่ต้องการ นอกจากนี้ควรกำหนด KPI ที่เกี่ยวข้อง เช่น Target Lead time, Target Fill rate, และเป้าหมายทางการเงินที่ต้องการลดต้นทุนต่อหน่วย
การระบุกลุ่มเป้าหมายหรือช่องทางการจำหน่ายเป็นขั้นตอนสำคัญ เพราะจะกำหนดข้อกำหนดของสินค้า เช่น การบรรจุภัณฑ์ ความต้องการมาตรฐานผลิตภัณฑ์ และการกำหนดสเปกทางเทคนิค ตัวอย่างเช่นการขายออนไลน์อาจเน้นการออกแบบแพ็กเกจที่ลดต้นทุนโลจิสติกส์ ขณะที่การจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าจะมีข้อกำหนดด้านมาตรฐานและป้ายฉลากที่เข้มงวด
การกำหนดงบประมาณต่อหน่วยและต้นทุนรวมโดยประมาณ (รวม Total Landed Cost) เป็นสิ่งจำเป็น ซึ่งรวมถึงค่าขนส่ง ภาษีนำเข้า ค่าพิธีการศุลกากร ค่าเก็บคลังสินค้า และค่าใช้จ่ายแฝงอื่น ๆ เช่นค่าประกันสินค้าและค่าตรวจรับสินค้า ควรกำหนด Timeline การสั่งผลิต ขนส่ง และวันพร้อมจำหน่ายจริง เพื่อเลือกวิธีขนส่งที่เหมาะสมกับเป้าหมายเช่น FCL / LCL / Air / Cross-Border
พิจารณาปริมาณการสั่งซื้อ (MOQ) และรอบการสั่งซื้อเพื่อบริหารสต็อกอย่างมีประสิทธิภาพ ตรวจสอบรายละเอียดสินค้าและเอกสารที่เกี่ยวข้อง เช่น สเปกสินค้า วัสดุ พิกัดศุลกากร (HS Code) ใบรับรองมาตรฐานหรือใบอนุญาตเฉพาะทาง และเตรียมรูปแบบบรรจุภัณฑ์และเงื่อนไขการแพ็กกิ้งเพื่อลดความเสี่ยงระหว่างขนส่ง
5 ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการนำเข้าสินค้าจากจีน และแนวทางป้องกันอย่างเป็นระบบ
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยประการแรกคือการประเมินปริมาณการสั่งซื้อคลาดเคลื่อน ทำให้สต็อกไม่สมดุล ซึ่งอาจนำไปสู่การขาดสินค้าในช่วง peak season หรือการค้างสต็อกเกินจำเป็น แนวทางป้องกันคือการวางแผนความต้องการ (demand planning) ใช้ข้อมูลประวัติการขาย และกำหนด Safety Stock ร่วมกับการวิเคราะห์ Lead time และความผันผวนของอุปทาน
ประการที่สองคือการจัดเตรียมเอกสารหรือรายละเอียดสินค้าไม่ครบถ้วน ส่งผลให้กระบวนการศุลกากรล่าช้าและอาจเกิดค่าปรับ การป้องกันคือการตรวจสอบ HS Code ให้ถูกต้อง เตรียมใบรับรองและเอกสารการขอสิทธิประโยชน์ทางภาษีล่วงหน้า และใช้ผู้เชี่ยวชาญด้าน customs clearance เพื่อยืนยันเงื่อนไขการนำเข้า
ข้อผิดพลาดที่สามคือการกำหนด Timeline กระชั้นชิดเกินไป โดยไม่เผื่อระยะเวลาสำหรับการขนส่งและพิธีการศุลกากร ส่งผลให้การวางขายล่าช้า ควรวางแผนเผื่อระยะเวลา contingency และเลือกโหมดขนส่งที่สอดคล้องกับความต้องการทางการตลาด การใช้บริการติดตามสถานะแบบ Real-time จะช่วยให้สามารถปรับแผนได้ทันเวลา
ประการที่สี่คือไม่ตรวจสอบตัวอย่าง (Sample) หรือรายละเอียดสเปกก่อนสั่งผลิตจริง การไม่ตรวจสอบคุณภาพงานต้นแบบสามารถนำไปสู่ปัญหาการเปลี่ยนสเปกกลางการผลิต แนวทางป้องกันคือการจัดทำ Approval Process ที่ชัดเจน รวมทั้งการใช้ QC/AQL ในการตรวจรับ และการยืนยัน Artwork, Vector file, Pantone และ Tooling ก่อนอนุมัติการผลิตจำนวนมาก
ข้อผิดพลาดที่ห้าคือการควบคุมต้นทุนไม่ได้จากการเปลี่ยนสเปกสินค้า รูปแบบบรรจุภัณฑ์ หรือวิธีขนส่งระหว่างทาง การป้องกันรวมถึงการทำ Cost Control Framework ที่ระบุค่าใช้จ่ายที่อาจเปลี่ยนแปลง การล็อกสเปกก่อนผลิต และการเจรจาสัญญาที่ชัดเจนกับผู้ผลิตและผู้ให้บริการโลจิสติกส์
บริการของเรา
ให้คำปรึกษาและประเมินต้นทุนเบื้องต้น
ติดต่อทีมงานเพื่อแจ้งรายละเอียดสินค้า ปริมาณ งบประมาณ และปลายทาง พร้อมประเมินแนวทางการนำเข้าสินค้าจากจีนที่เหมาะสม ทีมที่ปรึกษาจะช่วยคำนวณ Total Landed Cost รวมค่า Tooling, ค่า Die Casting หากจำเป็น และให้แนวทางเรื่อง MOQ และ Lead time เพื่อการตัดสินใจที่เป็นระบบ
วางแผนรูปแบบการขนส่ง
แนะนำวิธีขนส่งที่เหมาะสม เช่น FCL, LCL, Air Freight หรือ Cross-Border โดยพิจารณาจากระยะเวลาและโครงสร้างต้นทุนรวม พร้อมการออกแบบแผนผสมโหมด (multi-modal) เพื่อรองรับความต่อเนื่องของซัพพลายเชนและภาพลักษณ์องค์กร
ดำเนินการเอกสารและพิธีการศุลกากร
ตรวจสอบ HS Code จัดเตรียมเอกสาร นำเข้า–ส่งออก รวมถึงบริการขอใบอนุญาตและใบรับรองที่เกี่ยวข้อง ทีมงานจะช่วยประสานงานขอ Form E/Form D และจัดการเคลียร์สินค้าเพื่อให้กระบวนการเป็นไปอย่างรวดเร็วและสอดคล้องกับข้อกฎหมาย ทั้งนี้ยังสามารถอำนวยความสะดวกในการใช้บริการ เคลียร์สินค้า บริการนำเข้าสินค้า ในกรณีที่ลูกค้าต้องการบริการเคลียร์ที่ท่าเรือหรือสนามบิน
บริหารจัดการขนส่งและติดตามสถานะ
ดูแลกระบวนการขนส่งตั้งแต่ต้นทางจีนจนถึงปลายทางไทย พร้อมอัปเดตสถานะแบบเป็นระบบ รองรับการติดตามแบบ Real-time และจัดการประสานกับคลังสินค้า การตรวจรับ QC และการประกันภัยสินค้า เพื่อให้แน่ใจว่าสินค้าถึงปลายทางในสภาพที่พร้อมจำหน่าย
จัดส่งถึงปลายทางและปิดงานอย่างครบวงจร
เคลียร์สินค้า ตรวจสอบความเรียบร้อย และจัดส่งถึงคลังหรือสถานที่ที่ลูกค้ากำหนด โดยทีมงานช่วยตรวจรับสินค้าและจัดทำรายงานการรับสินค้า (Delivery Report) เพื่อให้ลูกค้าสามารถตรวจสอบและบันทึกข้อมูลสำหรับการวางแผนในรอบถัดไป
คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 5 ข้อ
โรงงานผลิตของพรีเมียมรับผลิตสินค้าประเภทใดบ้าง?
โรงงานผลิตของพรีเมียมทั่วไปรับผลิตสินค้าที่ต้องการคุณภาพสูงและรายละเอียดด้านการออกแบบ เช่น ของพรีเมียมสำหรับองค์กร สินค้าส่งเสริมการขายที่มีการชุบ Plating งานโลหะที่ต้องใช้ Die Casting หรือ Die Struck รวมถึงงานพิมพ์ที่ต้องการการกำหนดสี Pantone และไฟล์งาน Vector สำหรับการผลิตและพิมพ์
ต้องสั่งผลิตขั้นต่ำ (MOQ) เท่าไร?
MOQ ขึ้นอยู่กับประเภทสินค้าและกระบวนการผลิต เช่นงานที่ต้องใช้ Tooling หรือแม่พิมพ์ใหม่อาจมี MOQ สูงกว่า ขณะที่งานที่ใช้กระบวนการประกอบหรือพิมพ์อาจมี MOQ ต่ำกว่า การประเมิน MOQ ควรพิจารณาร่วมกับต้นทุน Tooling, Lead time และการคำนวณ Total Landed Cost
ใช้ระยะเวลาผลิตนานแค่ไหน?
ระยะเวลาผลิตขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของสินค้า ขั้นตอนการทำ Tooling หรือ Die Casting และปริมาณการสั่งซื้อโดยทั่วไป ระยะเวลาการผลิตอาจเริ่มจาก 2–4 สัปดาห์สำหรับงานง่าย จนถึง 8–12 สัปดาห์สำหรับงานที่ซับซ้อนและต้องการการทดสอบคุณภาพหลายรอบ
มีบริการออกแบบ Artwork/จัดทำ Mockup ให้หรือไม่?
บริการออกแบบ Artwork และจัดทำ Mockup เป็นบริการเสริมที่ผู้ให้บริการครบวงจรหลายรายเสนอให้ รวมถึงการแปลงไฟล์เป็น Vector, การระบุ Pantone และการทำตัวอย่าง (Sample) เพื่อตรวจสอบสเปกก่อนผลิตจริง เพื่อป้องกันความคลาดเคลื่อนและลดความเสี่ยงการเปลี่ยนสเปกกลางการผลิต
มีบริการแพ็กสินค้าและจัดส่งทั่วประเทศหรือไม่?
ผู้ให้บริการครบวงจรจะมีบริการแพ็กสินค้าและการจัดส่งถึงปลายทางทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ โดยมีตัวเลือกการจัดส่งหลายระดับ ตั้งแต่การจัดส่งแบบทั่วไปจนถึงการจัดส่งแบบควบคุมอุณหภูมิหรือการขนส่งพิเศษสำหรับสินค้ามูลค่าสูง
บทสรุปและ Call to Action (Soft Sell)
การใช้บริการชิปปิ้งและโลจิสติกส์ครบวงจรเป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ที่ช่วยให้องค์กรลดความซับซ้อนในการดำเนินงาน ควบคุมต้นทุน และรักษาภาพลักษณ์ทางธุรกิจ โดยการวางแผนที่ดีจะช่วยให้สามารถคำนวณ Total Landed Cost ได้แม่นยำ เลือกโหมดขนส่งที่สอดคล้องกับเป้าหมาย และบริหารความเสี่ยงทั้งด้านคุณภาพและการปฏิบัติตามข้อกำหนดทางศุลกากร
หากองค์กรของคุณกำลังมองหาคำปรึกษาเรื่องการนำเข้าสินค้าจากจีน การออกแบบซัพพลายเชน หรือการเลือกโหมดการขนส่ง ทีมผู้เชี่ยวชาญสามารถช่วยประเมินต้นทุน วางแผนการขนส่ง และจัดการพิธีการศุลกากรแบบครบวงจร โดยให้คำปรึกษาเชิงกลยุทธ์ที่สอดคล้องกับเป้าหมายของธุรกิจ
สนใจรับคำปรึกษาฟรีเพื่อประเมินต้นทุนเบื้องต้นและแนวทางการนำเข้าสินค้าจากจีน ติดต่อทีมงานเพื่อขอวิเคราะห์แบบเจาะลึกโดยไม่ผูกมัด
ติดต่อเรา:
📞 โทร: 061-996-6663
💬 Line ID: @TEGLOGISTICS
📧 Email: info@teglogistics.co.th
🌐 เว็บไซต์: https://teglogistics.co.th/