โลติสจิกส์สำหรับธุรกิจโลจิสติกส์ในไทย

โลติสจิกส์สำหรับธุรกิจโลจิสติกส์ในไทย

โลติสจิกส์ คืออะไร: โลติสจิกส์ เป็นแนวคิดและชุดบริการโลจิสติกส์ครบวงจรที่ผสานการขนส่งระหว่างประเทศ การจัดการคลังสินค้า การดำเนินพิธีการศุลกากร และการวางแผนโซ่อุปทานเชิงวางแผนเพื่อช่วยลด Total Landed Cost, ลดความเสี่ยงด้าน Lead time และเพิ่มความต่อเนื่องของซัพพลายเชนให้กับผู้ประกอบการไทยทั้ง SME และธุรกิจขนาดใหญ่

โลติสจิกส์ คืออะไร และทำไมผู้ประกอบการยุคใหม่จึงเลือกใช้บริการโลจิสติกส์ครบวงจร เพื่อบริหารต้นทุนและความเสี่ยงในการนำเข้าสินค้า (วิเคราะห์เชิงลึก)

การนำแนวคิดโลติสจิกส์มาประยุกต์ใช้กับการบริหารจัดการซัพพลายเชนขององค์กร เป็นมากกว่าแค่การจ้างชิปปิ้งจีนหรือผู้ให้บริการขนส่งจีน–ไทยแบบเดิม แต่เป็นการออกแบบระบบตั้งแต่การสั่งซื้อที่สอดคล้องกับ MOQ ของโรงงาน การวางแผน Tooling และการตรวจสอบ QC/AQL ก่อนจัดส่ง เพื่อให้ Total Landed Cost ถูกคำนวณอย่างแม่นยำและไม่มีต้นทุนแฝงที่ซ่อนอยู่ เช่น ค่าปรับน้ำหนักเกิน ค่าจัดเรียงสินค้าใหม่ หรือค่าเสียโอกาสจาก Lead time ที่ไม่แน่นอน การออกแบบโลติสจิกส์ที่ดีจะรวมทั้งการเลือกวิธีขนส่งที่เหมาะสม การบริหารคลังสินค้า และการจัดการพิธีการศุลกากรอย่างรัดกุม

เชิงกลยุทธ์ โลติสจิกส์ช่วยองค์กรในการสร้างแบรนด์และภาพลักษณ์ทางธุรกิจผ่านความต่อเนื่องของการส่งมอบสินค้า ลูกค้าจะมองเห็นความน่าเชื่อถือเมื่อมีการจัดการชิปปิ้งจีนและนำเข้าสินค้าจากจีนที่เป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็นการใช้บริการขนส่งจีน–ไทย แบบ FCL/LCL ที่มี SLA ชัดเจน หรือการเลือกผู้ให้บริการที่สามารถออกใบขนและขอใบรับรอง Form E/Form D เพื่อสิทธิประโยชน์ทางภาษีได้ การจัดการนี้ส่งผลเชื่อมโยงโดยตรงกับ Employer Branding และความสามารถในการดึงพนักงานที่มีความเชี่ยวชาญในงานโลจิสติกส์เข้ามา

นอกจากนี้ โลติสจิกส์ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการทำ CSR และ Community Engagement สำหรับธุรกิจที่ต้องการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและการจัดการสิ่งแวดล้อม ตัวอย่างเช่น การวางแผนเส้นทางขนส่งเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การเลือกบรรจุภัณฑ์ที่รีไซเคิลได้เมื่อสั่งผลิตจากโรงงานผลิตของพรีเมียม หรือการวางแผนจัดเก็บสินค้าในคลังที่มีการควบคุมคุณภาพ (QC) และระบบการตรวจสอบตามมาตรฐาน AQL ซึ่งทั้งหมดนี้ช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อผู้บริโภคและพันธมิตรทางธุรกิจ

สร้างเนื้อหาสำหรับเว็บไซต์บริษัทโลจิสติกส์จีน–ไทย ในหัวข้อ: “เปรียบเทียบรูปแบบการนำเข้าสินค้าจากจีน และองค์ประกอบสำคัญที่ผู้ประกอบการควรรู้ก่อนเลือกใช้บริการขนส่งและพิธีการศุลกากร”

เมื่อนำเข้าสินค้าจากจีน ผู้ประกอบการต้องพิจารณาหลายมิติทั้งด้านต้นทุน เวลา และความเสี่ยง รูปแบบหลักของการนำเข้ามีทั้งการสั่งแบบเต็มตู้ (FCL), แชร์ตู้ (LCL), ขนส่งทางอากาศ (Air Freight) และขนส่งทางบกข้ามพรมแดน (Cross-Border) ซึ่งแต่ละรูปแบบมีผลต่อ Total Landed Cost, Lead time และความยืดหยุ่นในการบริหารสต็อก การประเมินค่าใช้จ่ายต้องรวมค่าระวาง ค่าพิธีการศุลกากร ภาษีนำเข้า ค่าประกันภัย และค่าบริการเคลียร์สินค้าเมื่อมาถึงท่าเรือหรือสนามบิน นอกจากนี้ยังต้องเผื่อค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสเปกสินค้าหรือการรีแพ็ก (repack) ในกรณีที่พิกัดศุลกากร (HS Code) ถูกตีความต่างกัน

องค์ประกอบสำคัญที่ควรพิจารณาก่อนเลือกผู้ให้บริการคือ ความเชี่ยวชาญในการดำเนินพิธีการศุลกากร (รวมถึงการออกใบขนในนามลูกค้าและการขอใบอนุญาตเฉพาะทาง), ระบบติดตามสถานะแบบ Real-time ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงจากการขาดข้อมูล, และความสามารถในการจัดการกับข้อกำหนดด้านมาตรฐานสินค้า เช่น ใบรับรองมาตรฐานหรือข้อกำหนดพิเศษสำหรับสินค้าอิเล็กทรอนิกส์หรือสินค้าที่มีข้อจำกัดด้านวัสดุ เช่น การชุบ (Plating), Die Casting, หรือวัสดุที่ต้องระบุ Pantone และ Vector file สำหรับงานพิมพ์บรรจุภัณฑ์

เชิงปฏิบัติ ผู้ประกอบการควรเตรียมข้อมูลสเปกสินค้า ตัวอย่าง (Sample) เอกสาร HS Code และใบรับรองที่เกี่ยวข้องก่อนทำสัญญากับโรงงานหรือผู้ให้บริการ เพื่อป้องกันความล่าช้าในการเคลียร์สินค้า นอกจากนี้การประเมิน Risk Assessment ควรครอบคลุมความเสี่ยงด้านการชำรุด ความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนราคาขนส่ง และความเสี่ยงด้านการปรับเปลี่ยนกฎระเบียบศุลกากร การเลือกชิปปิ้งจีนที่มีเครือข่ายทั้งในจีนและไทย เช่น มีคลังสินค้าในจีน จะช่วยลด Lead time และสร้างความต่อเนื่องให้กับซัพพลายเชน ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายด้านการสร้างภาพลักษณ์องค์กรและความน่าเชื่อถือ

สร้างเนื้อหาสำหรับเว็บไซต์บริษัทโลจิสติกส์จีน–ไทย ในหัวข้อ: “เปรียบเทียบรูปแบบการนำเข้าสินค้าจากจีน (FCL, LCL, Air Freight, Cross-Border) และองค์ประกอบสำคัญที่ผู้ประกอบการควรรู้ก่อนเลือกใช้บริการขนส่งและพิธีการศุลกากร”

การเลือกวิธีการขนส่งเมื่อนำเข้าสินค้าจากจีนต้องอาศัยการวิเคราะห์เชิงธุรกิจที่ผสมผสานด้านต้นทุน เวลา และความเสี่ยงเป็นหลัก โดยทั่วไป FCL (Full Container Load) เหมาะสมเมื่อปริมาณการสั่งซื้อสูงพอที่จะเติมตู้คอนเทนเนอร์หนึ่งตู้เต็ม ซึ่งช่วยลดต้นทุนต่อหน่วยและลดความเสี่ยงจากความเสียหายเนื่องจากการจัดเรียงหลายผู้ส่ง แต่ต้องคำนึงถึง Lead time ในการจองตู้ การจัดการ Tooling และ MOQ ของโรงงาน ในขณะที่ LCL (Less than Container Load) เหมาะกับผู้ประกอบการที่มีปริมาณสั่งซื้อไม่มากหรือทดลองตลาด เพราะช่วยลดต้นทุนคงที่แต่เพิ่มความซับซ้อนด้านการรวมสินค้าระหว่างลูกค้าหลายรายและความเสี่ยงต่อความล่าช้าเมื่อตู้ต้องรอการรวมพัสดุ

Air Freight ให้ความเร็วสูงสุด เหมาะกับสินค้ามูลค่าสูงหรือมี Lead time ที่เคร่งครัด เช่น สินค้าแฟชั่นตามฤดูกาลหรือชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ แต่ต้นทุนต่อหน่วยสูงมากซึ่งส่งผลกับราคาขายและโครงสร้างกำไร ส่วน Cross-Border ทางบก (เช่น เส้นทางจีน–ลาว–ไทย หรือผ่านพรมแดนพม่า กัมพูชา) เหมาะกับการขนส่งที่ต้องการความยืดหยุ่นด้านเส้นทางและลดค่าระวางในบางกรณี แต่มีความเสี่ยงด้านพิธีการศุลกากรระหว่างประเทศ ความแตกต่างของกฎระเบียบ และปัญหาโครงสร้างพื้นฐานซึ่งอาจเพิ่ม Lead time ที่ไม่คาดคิด

การวิเคราะห์ผลกระทบต่อ Total Landed Cost ต้องรวมต้นทุนตรงและต้นทุนแฝง โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายในการเคลียร์สินค้า ค่าจัดการคลัง ปรับปรุงบรรจุภัณฑ์ (กรณีที่ต้องเปลี่ยนจาก Packing ตามโรงงานเป็น Packing ตามมาตรฐานตลาด) ค่าเสียโอกาสจากสินค้าขาดสต็อก และค่าใช้จ่ายจากการตรวจสอบ QC/AQL หากจำเป็น การตัดสินใจเลือกวิธีขนส่งจึงควรพิจารณาในเชิงกลยุทธ์ไม่เพียงแต่ราคาขนส่ง เช่น การเลือก FCL อาจเพิ่มภาพลักษณ์องค์กรเมื่อลูกค้ารับสินค้าตรงเวลาอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่การพึ่งพา Air Freight เป็นประจำอาจส่งผลให้ต้นทุนการดำเนินงานสูงและกระทบต่อความยั่งยืนทางธุรกิจ

รูปแบบงาน งบประมาณ ความซับซ้อน ความเหมาะสมกับองค์กร ระยะเวลาวางแผน
FCL (Full Container) ปานกลาง–ต่ำต่อหน่วย (ต้องมีปริมาณ) ปานกลาง (การบริหารตู้และคลัง) ธุรกิจมีปริมาณสม่ำเสมอ และต้องการต้นทุนต่อหน่วยต่ำ 6–12 สัปดาห์ (รวมการผลิตและขนส่ง)
LCL (Shared Container) สูงต่อหน่วย แต่ต้นทุนเริ่มต้นต่ำ สูง (การรวบรวมและศุลกากร) SME ทดลองตลาด หรือผู้ที่มีปริมาณน้อย 4–10 สัปดาห์ (ขึ้นกับการรวมตู้)
Air Freight สูงมากต่อหน่วย ต่ำ–ปานกลาง (การขนส่งเร็ว) สินค้ามูลค่าสูง หรือรีบด่วน 1–2 สัปดาห์ (รวมการจัดเตรียมเอกสาร)
Cross-Border (Road) ปานกลาง (ขึ้นกับเส้นทาง) ปานกลาง–สูง (พิธีการหลายประเทศ) ธุรกิจที่ต้องการความยืดหยุ่นด้านเส้นทางและลดค่าระวาง 2–6 สัปดาห์ (ขึ้นกับพรมแดนและโครงสร้างพื้นฐาน)

5 ข้อดีของการจ้างบริษัทรับผลิตของพรีเมียมครบวงจร แทนการจัดเอง

1) บริหารความเสี่ยงเชิงระบบตลอดกระบวนการนำเข้า: การใช้บริษัทรับผลิตของพรีเมียมครบวงจร จะมีการวิเคราะห์ความเสี่ยงตั้งแต่การตรวจสอบความสามารถของโรงงาน (Tooling, Die Struck, Die Casting) การควบคุมคุณภาพตาม QC/AQL และการเตรียมเอกสาร HS Code และใบรับรอง ทำให้ความเสี่ยงด้านการล่าช้าหรือสินค้าถูกกักตัวที่ศุลกากรลดลง บริษัทเหล่านี้มักมีทีมที่คุ้นเคยกับการตรวจสอบมาตรฐานการผลิตและขั้นตอนการรับรองที่จำเป็น

2) ควบคุมต้นทุนรวมได้อย่างแม่นยำและโปร่งใส: ผู้ให้บริการครบวงจรสามารถนำเสนอการประเมิน Total Landed Cost ที่รวมค่าขนส่ง ค่าพิธีการ ค่าประกัน และค่า handling ที่ชัดเจน ทำให้ลูกค้าสามารถวางแผนต้นทุนต่อหน่วยและกำหนดราคาได้อย่างแม่นยำ โดยปกติจะมีการแจ้ง Lead time, MOQ และค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมอย่างโปร่งใส

3) กระบวนการจัดการแบบครบวงจรตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง: ตั้งแต่การทำสัญญากับโรงงาน การจัดทำ Artwork/Vector file, การคุมสเปกสีตาม Pantone, การตรวจตัวอย่าง (Sample) การติดตามการผลิต ไปจนถึงการขนส่งระหว่างประเทศและการเคลียร์ศุลกากร บริษัทครบวงจรมีระบบจัดการและเครือข่ายคลังสินค้าที่ช่วยลดเวลาและขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน

4) ทีมผู้เชี่ยวชาญและมาตรฐานการทำงานระดับมืออาชีพ: ทีมงานที่ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านนำเข้า–ส่งออก สามารถให้คำแนะนำที่สอดคล้องกับกฎหมายศุลกากรและข้อกำหนดระหว่างประเทศ ช่วยลดความเสี่ยงด้าน Compliance และช่วยให้การขอสิทธิประโยชน์ทางภาษี เช่น Form E / Form D มีความถูกต้อง ทั้งยังสามารถประสานงานเรื่องการชุบ (Plating) หรือกระบวนการพิเศษที่โรงงานต้องดำเนินการได้

5) เสริมสร้างภาพลักษณ์องค์กรและความน่าเชื่อถือทางธุรกิจ: การใช้บริษัทรับผลิตของพรีเมียมที่มีระบบ QC และการจัดการโลจิสติกส์แบบครบวงจร ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของลูกค้าและพันธมิตรทางการค้า เช่น การส่งมอบเป็นไปตาม SLA และการมีเอกสารพื้นฐานครบถ้วน ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและทำให้แบรนด์ดูเป็นมืออาชีพ

Checklist: สิ่งที่องค์กรต้องเตรียมก่อนเริ่มนำเข้าสินค้าจากจีน

กำหนดวัตถุประสงค์ของการนำเข้า: ระบุให้ชัดเจนว่าการนำเข้าสินค้ามีวัตถุประสงค์เพื่อจำหน่ายเพื่อผลิตต่อเพื่อใช้ภายในองค์กร หรือเพื่อทดลองตลาด เพื่อให้สามารถวางกลยุทธ์ในการเลือกโรงงาน MOQ และรูปแบบการขนส่งที่เหมาะสมกับเป้าหมายได้ตรงจุด โดยการตั้ง KPI เช่น อัตรากำไรเป้าหมายหรือเวลาที่ต้องวางขายจริงจะช่วยกำหนดรูปแบบการขนส่งและ Lead time

ระบุกลุ่มเป้าหมายหรือช่องทางการจำหน่าย: การเลือกช่องทางเช่น ขายออนไลน์ ขายส่ง หรือ B2B จะมีผลต่อมาตรฐานสินค้า การบรรจุภัณฑ์ และปริมาณการสั่งซื้อ เช่น หากเตรียมจำหน่ายในห้างสรรพสินค้า อาจต้องมีการรับรองมาตรฐานหรือการทำ Packaging ตาม Pantone และการจัดทำ Vector file สำหรับการพิมพ์สติ๊กเกอร์และฉลาก

กำหนดงบประมาณและต้นทุนรวมโดยประมาณ: คำนวณ Total Landed Cost โดยรวมค่าขนส่ง ค่าประกัน ค่าพิธีการศุลกากร ภาษีนำเข้า ค่าคลัง และค่า handling ที่ปลายทาง รวมถึงต้นทุนแฝงเช่น ค่าตรวจสอบ QC/AQL, ค่าแก้ไขสเปก หรือค่าเสียโอกาสจาก Lead time ที่ยาวเกินไป การประมาณที่รัดกุมช่วยให้การตัดสินใจเลือกระหว่าง FCL/LCL/Air/Cross-Border มีเหตุผลรองรับ

กำหนด Timeline การสั่งผลิต ขนส่ง และวันพร้อมจำหน่ายจริง: วางแผนการสั่งผลิตโดยรวม Lead time ของโรงงาน (รวมระยะการผลิต Tooling หรือการฉีด Die Casting), ระยะเวลาขนส่ง และเวลาสำหรับพิธีการศุลกากร เพื่อหลีกเลี่ยงการกำหนด Timeline กระชั้นชิดซึ่งเป็นสาเหตุให้ต้องใช้ Air Freight ที่มีต้นทุนสูง

จำนวนสินค้าที่ต้องการนำเข้า (MOQ และรอบการสั่งซื้อ): พิจารณา MOQ ของโรงงานและสมดุลการบริหารสต็อกเพื่อหลีกเลี่ยงสินค้าค้างสต็อกหรือขาดสินค้า รวมถึงกำหนดชั่วโมงและมาตรฐานการตรวจรับสินค้า เช่น การทดสอบ QC หรือ AQL ก่อนส่งออก

รายละเอียดสินค้าและเอกสารที่เกี่ยวข้อง: เตรียมสเปกสินค้า Sample เอกสาร HS Code ใบรับรองมาตรฐาน หรือใบอนุญาตเฉพาะทางที่จำเป็น เพื่อป้องกันการกักสินค้าที่ศุลกากรและลดความล่าช้าในการนำเข้า

รูปแบบบรรจุภัณฑ์และเงื่อนไขการแพ็กกิ้ง: ประเมินขนาด น้ำหนัก และการจัดเรียงภายในตู้คอนเทนเนอร์ เพื่อคำนวณพื้นที่และค่าระวางอย่างแม่นยำ รวมถึงการพิจารณาการใช้วัสดุบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสมกับการขนส่งระยะยาว

5 ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการนำเข้าสินค้าจากจีน และแนวทางป้องกันอย่างเป็นระบบ

1) ประเมินปริมาณการสั่งซื้อคลาดเคลื่อน: การคาดการณ์ความต้องการผิดพลาดทำให้เกิดการขาดสินค้า หรือค้างสต็อกเกินจำเป็น ซึ่งส่งผลต่อการเงินและโอกาสทางการตลาด วิธีป้องกันคือการใช้ข้อมูลขายย้อนหลัง การวิเคราะห์ Seasonality และการตั้ง Safety Stock ที่สอดคล้องกับ Lead time ของซัพพลายเชน

2) จัดเตรียมเอกสารหรือรายละเอียดสินค้าไม่ครบถ้วน: ข้อมูลที่ไม่ชัดเจน เช่น HS Code ผิดพลาด หรือไม่มีใบรับรองที่จำเป็น จะทำให้กระบวนการศุลกากรล่าช้า แนะนำให้มี Checklist เอกสารที่ชัดเจนและผู้รับผิดชอบที่ทำหน้าที่ตรวจสอบก่อนการขนส่ง รวมถึงการใช้ชิปปิ้งจีนที่มีบริการดำเนินพิธีการศุลกากรครบวงจร

3) กำหนด Timeline กระชั้นชิดเกินไป: การไม่เผื่อระยะเวลาเพียงพอสำหรับการผลิต การตรวจตัวอย่าง (Sample) การขอใบอนุญาต และการขนส่ง มักนำไปสู่การเพิ่มค่าใช้จ่ายแบบฉุกเฉิน เช่น Air Freight วิธีป้องกันคือการวางแผนย้อนกลับจากวันต้องวางขายและเผื่อ Buffer Time สำหรับเหตุไม่คาดคิด

4) ไม่ตรวจสอบตัวอย่างสินค้า (Sample) หรือรายละเอียดสเปกก่อนสั่งผลิตจริง: การไม่ตรวจ Sample เป็นสาเหตุหลักของปัญหาคุณภาพที่ต้องแก้ไขภายหลัง ควรมีการอนุมัติ Sample ที่ครอบคลุมการทดสอบคุณภาพ เกณฑ์การยอมรับ (AQL) และการตรวจสอบกระบวนการผลิตเชิงสถิติ

5) ควบคุมต้นทุนไม่ได้จากการเปลี่ยนสเปกสินค้า รูปแบบบรรจุภัณฑ์ หรือวิธีขนส่งระหว่างทาง: การเปลี่ยนแปลงหลังการสั่งผลิตมีผลต่อ Tooling, Plating หรือการปรับพิมพ์ตาม Pantone ซึ่งทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้น แนะนำให้มีการล็อกสเปกให้ชัดเจนในสัญญาและระบุ Lead time/ค่าใช้จ่ายสำหรับการเปลี่ยนแปลงในขั้นตอนต่าง ๆ

บริการของเรา

ให้คำปรึกษาและประเมินต้นทุนเบื้องต้น
ติดต่อทีมงานเพื่อแจ้งรายละเอียดสินค้า ปริมาณ งบประมาณ และปลายทาง พร้อมประเมินแนวทางการนำเข้าสินค้าจากจีนที่เหมาะสม โดยคำนึงถึง Total Landed Cost, MOQ, Lead time และข้อจำกัดทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

วางแผนรูปแบบการขนส่ง
แนะนำวิธีขนส่งที่เหมาะสม เช่น FCL, LCL, Air Freight หรือ Cross-Border โดยพิจารณาจากระยะเวลา งบประมาณ และความเสี่ยงเชิงปฏิบัติการ เพื่อให้สอดคล้องกับกลยุทธ์การจัดสต็อกและการวางจำหน่าย

ดำเนินการเอกสารและพิธีการศุลกากร
ตรวจสอบ HS Code จัดเตรียมเอกสารนำเข้า–ส่งออก รวมถึงบริการขอใบอนุญาตและใบรับรองที่เกี่ยวข้อง เช่น Form E / Form D และการออกใบขนในนามลูกค้า เพื่อให้ขั้นตอนการเคลียร์สินค้ารวดเร็วและถูกต้อง

บริหารจัดการขนส่งและติดตามสถานะ
ดูแลกระบวนการขนส่งตั้งแต่ต้นทางจีนจนถึงปลายทางไทย พร้อมอัปเดตสถานะแบบเป็นระบบ (Real-time Tracking) และรองรับการบริหารความเสี่ยงตลอดเส้นทาง เช่น การประกันภัยสินค้าและการจัดการกรณีเสียหาย

จัดส่งถึงปลายทางและปิดงานอย่างครบวงจร
เคลียร์สินค้า ตรวจสอบความเรียบร้อย และจัดส่งถึงคลังหรือสถานที่ที่ลูกค้ากำหนด นอกจากนี้ยังให้คำแนะนำเกี่ยวกับขั้นตอนการสั่งผลิตและประสานงานกับโรงงานผลิตของพรีเมียม รวมถึงการดูแล Mockup และ Artwork ให้เสร็จสมบูรณ์ก่อนการผลิต เคลียร์สินค้า บริการนำเข้าสินค้า

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 5 ข้อ

โรงงานผลิตของพรีเมียมรับผลิตสินค้าประเภทใดบ้าง?

โรงงานผลิตของพรีเมียมมักรับผลิตสินค้าประเภทของพรีเมียมตามดีไซน์ เช่น โลหะ Die Struck หรือ Die Casting ของขวัญที่ต้องการการชุบ (Plating) ของเล่นและอุปกรณ์ที่ต้องใช้การพิมพ์สีตาม Pantone ทั้งยังสามารถจัดทำบรรจุภัณฑ์พิเศษตาม Vector file และ Artwork ของลูกค้าได้ ขึ้นอยู่กับความสามารถของโรงงานและ MOQ ที่ตกลงกันไว้

ต้องสั่งผลิตขั้นต่ำ (MOQ) เท่าไร?

MOQ แตกต่างกันไปตามประเภทสินค้าและกระบวนการผลิต สำหรับสินค้าที่ต้องทำ Tooling หรือ Die Casting จะมี MOQ สูงกว่าแบบสั่งผลิตทั่วไป ขณะที่งานสกรีนหรือพิมพ์อาจมี MOQ ต่ำกว่า การประเมินเบื้องต้นจากโรงงานและการเจรจาโดยใช้คู่ค้าหรือผู้ให้บริการโลจิสติกส์ครบวงจรสามารถช่วยลด MOQ ได้ในบางกรณี

ใช้ระยะเวลาผลิตนานแค่ไหน?

Lead time ขึ้นกับกระบวนการผลิตและขั้นตอน QC ตัวอย่างเช่น การผลิตที่ต้องทำ Tooling อาจใช้เวลาหลายสัปดาห์ถึงเดือน ในขณะที่การผลิตชุดซ้ำเมื่อ Tooling เสร็จแล้วจะเร็วขึ้น โดยทั่วไปควรเผื่อเวลาในการทำ Sample การตรวจสอบ QC/AQL การบรรจุ และการจัดส่งระหว่างประเทศ

มีบริการออกแบบ Artwork/จัดทำ Mockup ให้หรือไม่?

บางโรงงานและผู้ให้บริการครบวงจรมีทีมออกแบบหรือแนะนำการจัดทำ Artwork และ Mockup เพื่อให้แน่ใจว่าสเปกสี (Pantone), ขนาด และไฟล์สำหรับพิมพ์ (Vector file) ถูกต้องก่อนการผลิตจริง ซึ่งช่วยลดข้อผิดพลาดและการเปลี่ยนแปลงระหว่างการผลิต

มีบริการแพ็กสินค้าและจัดส่งทั่วประเทศหรือไม่?

ใช่ ผู้ให้บริการครบวงจรมักมีเครือข่ายการจัดส่งภายในประเทศและบริการ Last-Mile ซึ่งรวมถึงการจัดส่งถึงคลังของลูกค้า การกระจายไปยังร้านค้า หรือการส่งตรงถึงผู้บริโภค ทั้งนี้ขึ้นกับข้อตกลงและขนาดการจัดส่ง

บทสรุปและ Call to Action (Soft Sell)

สรุปคุณค่าทางธุรกิจ: โลติสจิกส์เป็นกรอบคิดที่ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถบริหารต้นทุนและความเสี่ยงในการนำเข้าสินค้าจากจีนได้อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การวางแผนการสั่งผลิต การบริหาร MOQ และ Lead time ไปจนถึงการจัดการพิธีการศุลกากรและการติดตามสถานะแบบ Real-time ซึ่งช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและความต่อเนื่องให้กับธุรกิจ

หากคุณกำลังพิจารณานำเข้าสินค้าจากจีนหรือต้องการคำปรึกษาเกี่ยวกับการเลือกวิธีขนส่งที่เหมาะสม เรายินดีให้คำปรึกษาเบื้องต้นโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย เพื่อช่วยประเมิน Total Landed Cost และวางแผนการนำเข้าสินค้าที่สอดคล้องกับกลยุทธ์ทางธุรกิจของคุณ

ติดต่อเรา:

📞 โทร: 061-996-6663
💬 Line ID: @TEGLOGISTICS
📧 Email: info@teglogistics.co.th
🌐 เว็บไซต์: https://teglogistics.co.th/

บทความล่าสุด

logo TEG logistics

ใบเสนอราคา